วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556


  มาตรา   175 ฟ้องเท็จ
อปก.
-เอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา
-หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง
หลัก
·      ต้องเป็นการฟ้องเท็จในคดีอาญาเท่านั้น ส่วนการฟ้องเท็จในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด

·       ความผิดฐานฟ้องเท็จย่อมเกิดขึ้นทันทีที่ฟ้องคดี ไม่ต้องรอให้คดีนั้นถึงที่สุด /ต้องฟังว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายหรือไม่ก่อน

·       เมื่อมีการยื่นฟ้องผู้อื่นต่อศาลอันเป็นความเท็จ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จทันที แม้ต่อมาศาลจะยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง +ผู้ที่ถูกฟ้องยังไม่ได้อยู่ในฐานะจำเลยก็ตาม

·       ม.นี้ บัญญัติเพียงว่าเอาความอันเป็นเท็จฟ้องกล่าวหาเขาในทางอาญาเท่านั้นก็เป็นความผิดมิได้บัญญัติว่าเป็นความเท็จที่จะทำให้มีความผิดทางอาญา  ทั้งนี้ ก็เพื่อหวังจะป้องกันมิให้แกล้งกล่าวหากันในทางอาญาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องได้รับความเดือดร้อนเสียหาย -->เมื่อจำเลยแกล้งฟ้องโดยรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเป็นความเท็จจึงย่อมมีความผิดตามมาตรานี้

·       นอกจากผู้กระทำจะต้องเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่าได้กระทำความผิดอาญาแล้ว ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาตามมาตรา 59 โดยต้องรู้ว่าความที่นำมาฟ้องนั้นเป็นเท็จ


มาตรา  177 เบิกความเท็จ
อปก.
-เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี
-ถ้าความผิดดังกล่าวใน ว.แรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา
หลัก
·       ความเท็จที่เบิกความต้องเป็นข้อสำคัญในคดี-->เป็นข้อความในประเด็นหรือที่เกี่ยวแก่ประเด็นอันอาจจะทำให้คู่ความถึงแพ้ชนะกันในประเด็นนั้น

·       องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ  ต้องเป็นการเบิกความเท็จในกระบวนพิจารณาที่กระทำโดยศาลในคดีที่ต้องฟังคำพยานเพื่อวินิจฉัยประเด็นตามอำนาจหน้าที่ +การเบิกความ หมายความถึงการกระทำของพยานบุคคล มิได้หมายความถึงคำแถลงหรือคำให้การในฐานคู่ความ/ของผู้อื่นที่ไม่ได้กระทำในฐานะพยาน

·       การฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเบิกความเท็จ ไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาคดีที่จำเลยเบิกความเท็จเสียก่อนเพราะความผิดเกิดตั้งแต่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลในคดีนั้นแล้ว

·       การเบิกความอันมีลักษณะเห็นการแสดงความคิดเห็นตามข้อเท็จจริง มิได้มีการยืนยันข้อเท็จจริง
       -->ถือไม่ได้ว่าเป็นการเบิกความเท็จ

·       แม้จะเป็นจำเลยในคดีอาญา แต่หากได้เข้าเบิกความในคดีในฐานะพยานซึ่งเป็นอีกฐานะหนึ่งต่างหากจากการเป็นตัวจำเลย+ได้เบิกความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นข้อสำคัญ ในคดีก็มีความผิดตาม ม.นี้ได้

·       การเบิกความเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดี  มิใช่เรื่องแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน เพราะศาลทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานในยุติธรรมในการพิจารณาคดี ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะตาม ม.  177 มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานทั่วไป จึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ

 

   มาตรา  180  นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ
อปก.
-นำสืบ/แสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น
-ถ้าความผิดดังกล่าวใน ว.แรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา
หลัก
·       ผู้ที่จะนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีของศาลก็คือโจทก์+จำเลยเท่านั้น การเบิกความต่อศาลในฐานะเป็นพยานโจทก์จึงไม่อาจมีความผิดตามม.นี้

·       จะเป็นความผิดตาม ม.  180  พยานหลักฐานที่นำสืบหรือแสดงนั้นจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดี
  -->ต้องมีผลทำให้มีการแพ้ชนะกันในคดีโดยการที่ได้นำสืบ/แสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีนั้น

 

  มาตรา    184  ช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ
อปก.
-เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ /ให้รับโทษน้อยลง
-ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย/ทำให้สูญหาย/ไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด 
หลัก
·       ต้องกระทำโดยมีเจตนาพิเศษ  คือ “เพื่อจะช่วยผู้อื่น”  มิให้ต้องรับโทษ/ให้รับโทษน้อยลง  หากเป็นการกระทำเพื่อช่วยผู้กระทำผิดเสียเอง  ย่อมไม่เป็นความผิดตาม ม.184  แม้ผู้อื่นจะได้รับผลจากการกระทำด้วยก็ตาม

·       พยานหลักฐานตาม ม.184  มิได้หมายความเฉพาะพยานวัตถุ/พยานเอกสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพยานบุคคลซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ด้วย เช่น เอาพยานบุคคลไปขังไว้ไม่ให้มาเบิกความ

 

 มาตรา  188  เอาไปเสียซึ่งพินัยกรรม/เอกสาร
อปก.
-ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย /ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์
-ซึ่งพินัยกรรม/เอกสารใดของผู้อื่น
-ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
หลัก
·       ความผิด ม.นี้ กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานในทำนองเดียวกันกับพินัยกรรมเป็นสำคัญ  มิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ/สิทธิในการเป็นเจ้าของกระดาษหรือวัตถุที่ทำให้  ปรากฏความหมายเป็นเอกสารซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์ ไว้เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว
      คำว่า “เอาไปเสีย” ตาม ม.188  จึงมิได้มีความเป็นอย่างเดียวกับคำว่า “เอาไปเสีย” ที่ใช้ในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ม. 334 แต่หมายถึงเอาไปจากที่เอกสารนั้นอยู่ในประการที่น่าจะเกิดจากความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชนที่อาจขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน

·       การทำลายเอกสารไม่จำเป็นต้องทำลายจนถึงขนาดใช้การไม่ได้

 

 มาตรา  189  ช่วยผู้กระทำผิด/ผู้ต้องหาเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษ  
อปก.
-ช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด/เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ
-เพื่อไม่ให้ต้องโทษ
-โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม
หลัก
·       ความผิดตามม.นี้ เจ้าพนักงานผู้ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดหาจำต้องแจ้งแก่ผู้ให้ที่พำนักซ่อนเร้นทราบว่าผู้กระทำความผิด/ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดได้กระทำความผิดฐานใดไม่  เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าบุคคลที่ตนให้ที่พำนักซ่อนเร้น เป็นผู้กระทำผิดก็พอแล้ว  ส่วนจะเป็นความผิดฐานใดนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องและนำสืบ

 
 มาตรา  199  ยักย้ายทำลายศพ
อปก.
-ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพ
-เพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย
หลัก
·       ต้องเป็นการกระทำต่อศพหรือส่วนของศพ  เช่น  กระดูก  ชิ้นเนื้อของศพ

·       ผู้กระทำต้องมีการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษคือเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย

 
  มาตรา  200  เจ้าพนักงานงานในการยุติธรรมกระทำการอันมิชอบ
อปก.
-เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ พงส./เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา/จัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา
-กระทำการ/ไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ
-เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง
หลัก
·       ความผิดตามม.นี้ จะต้องมีความมุ่งหมายเพื่อช่วยบุคคลอื่น  จึงจะเป็นความผิดตามมาตรา นี้ หากเพื่อช่วยเหลือตัวผู้กระทำผิดเอง+เกิดเสียหายแต่ผู้อื่น  ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 157

 
   มาตรา   210  ซ่องโจร
อปก.
-สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ +ความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผิดฐานเป็นซ่องโจร
-ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิต /จำคุกอย่างสูงตั้งแต่10 ปีขึ้นไป
หลัก
·       จะต้องมีการสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป  เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ 
        การสมคบกันจะต้องมีการแสดงออกซึ่งความตกลงในการที่จะกระทำผิดร่วมกัน มิใช่เพียงแต่มาประชุมหารือกันโดยมิได้ตกลงอะไรกันเลย/ตกลงกันไม่ได้

 
  มาตรา  213  สมาชิกอั้งยี่/ซ่องโจรกระทำความผิดตามความมุ่งหมาย
อปก.
-ถ้าสมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรคนหนึ่งคนใดได้กระทำความผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่/ซ่องโจรนั้น  
-สมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรที่อยู่ด้วยในขณะกระทำความผิด /อยู่ด้วยในที่ประชุมแต่ไม่ได้คัดค้านในการตกลงให้กระทำความผิดนั้น +บรรดาหัวหน้า ผู้จัดการ /ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่/ซ่องโจรนั้นต้องรับโทษทุกคน
หลัก
·       ความผิดตาม ม. 213 เป็นบทบัญญัติให้บุคคลต้องรับโทษในการกระทำความผิดของบุคคลอื่นด้วย แม้บุคคลนั้นจะมิได้ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวด้วยก็ตาม

·       สมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรจะต้องรับผิดในการกระทำของสมาชิก/พรรคพวกก็เฉพาะแต่ความผิดที่ได้กระทำตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจรเท่านั้น หากเป็นการกระทำความผิดเป็นการเฉพาะตัว
        -->สมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรคนอื่นย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

 

  มาตรา  215  มั่วสุม
อปก.
-มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
-ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย/กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
-ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ
-ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า/เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น
หลัก
·       ม. 215  ผู้มั่วสุมไม่จำต้องมีเจตนากระทำผิดในรายละเอียดอย่างเดียวกัน เพียงแต่เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย/กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองก็เป็นความผิดแล้ว +ผู้ที่มามั่วสุมก็ไม่จำต้องรู้จัก/มีการนัดหมายวางแผนกันมาก่อน

 
  มาตรา  216  ไม่ยอมเลิกมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน
อปก.
-เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุม เพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป แล้วไม่เลิก
หลัก
·       ม. 216 ผู้มั่วสุมต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามม. 215  โดยการมั่วสุมยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำการอันเป็นความผิดตามม. 215  แต่หากต่อมาผู้นั้นกระทำการดังที่ม.215 บัญญัติไว้ต่อไปก็จะมีความผิดทั้งตามม.215 และม. 216  เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

 
  มาตรา 217  วางเพลิงเผาทรัพย์ 
อปก.
-วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น
หลัก
·       การกระทำที่จะเป็นความผิดสำเร็จฐานวางเพลิงเผาทรัพย์นั้นไม่ได้หมายความเพียงว่า เอาเพลิงไปวางเท่านั้น หากต้องเป็นการเผาทำให้เกิดเพลิงไหม้ทรัพย์นั้นติดไฟขึ้นด้วย

·   ม.นี้ไม่มีข้อความว่า “หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย”  จะตีความคำว่า  “ทรัพย์ของผู้อื่น" ให้รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยย่อมมิได้ เพราะการตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด

 

 มาตรา 218  เหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานวางเพลงเผาทรัพย์
อปก.
-วางเพลิงเผาทรัพย์...
-โรงเรือน เรือ /แพที่คนอยู่อาศัย/เป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า,  โรงมหรสพ/สถานที่ประชุม,  โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน/เป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา,  สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน /ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ,  เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป อากาศยาน//รถไฟที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ
หลัก
·       การวางเพลงเผาทรัพย์ที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมกับจำเลยไม่เป็นความผิด  ตามม.218 เพราะความผิดตามม.นี้  เป็นบทฉกรรจ์ของม. 217  ดังนั้น ถ้าการกระทำมิได้เป็นความผิด ตามม. 217  แล้วแม้กระทำต่อทรัพย์ตามม. 218 ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิด

 
  มาตรา  240  ปลอมเงินตรา
อปก.
-ทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา
-ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตร/สิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้/ให้อำนาจให้ออกใช้/ทำปลอมขึ้นซึ่งพันธบัตรรัฐบาล/ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ๆ
หลัก
·       การทำปลอมขึ้น  :  การทำขึ้นโดยตั้งใจทำให้เหมือนกับของจริง

·       การกระทำความผิดฐานปลอมเงินตรา ต้องเป็นการกระทำการปลอมเงินตราที่มีอยู่จริง+มีการออกใช้อยู่ในขณะที่กระทำผิดด้วย

·       ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ -->  กระทำการปลอมเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด  ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้

 
  มาตรา  241 แปลงเงินตรา
อปก.
-แปลงเงินตรา
-ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตร/สิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้/ให้อำนาจให้ออกใช้ /แปลงพันธบัตรรัฐบาล/ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นให้ผิดไปจากเดิม
-เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง
หลัก
·       ต้องเป็นการกระทำจากเงินตราที่แท้จริงซึ่งรัฐบาลออกใช้/ให้อำนาจให้ออกใช้ โดยมิใช่เป็นการทำปลอมขึ้นใหม่  +ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ คือ เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง ส่วนมูลค่าของเงินตราที่แปลงนั้นไม่จำต้องมีเงินตราจริง ๆ ออกใช้ก็ได้

·       การแปลง คือการเอาของจริงดัดแปลงให้ผิดไปจากเดิมซึ่งการแปลงต้องเป็นการกระทำต่อเงินตราที่แท้จริง+เป็นการแปลงมูลค่าของเงินตราด้วย 

·       เมื่อได้กระทำการแปลงเงินตราแล้วเป็นความผิดสำเร็จทันทีโดยไม่จำต้องนำออกใช้หรือมีผู้อื่นเชื่อว่าเงินดังกล่าวมีมูลค่าสูงกว่าจริง

 

  มาตรา 244  มีไว้เพื่อนำออกใช้เงินตราปลอมหรือแปลง 
อปก.
-มีไว้เพื่อนำออกใช้
-ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมตามมาตรา 240 หรือของแปลงตามมาตรา 241
หลัก
·       ความผิดตามม.นี้ เอาผิดกับผู้ที่มีไว้ยึดถือ/ครอบครองซึ่งสิ่งใด ๆ ซึ่งได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม/แปลง

·       ต้องมีเจตนาพิเศษ คือ มีไว้เพื่อนำออกใช้

 
  มาตรา  264  ปลอมเอกสาร
อปก.
-ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ/แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด  เติมหรือตัดทอนข้อความ /แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง/ประทับตราปลอม /ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น /ประชาชน
-ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง 
ว.2-กรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษ/วัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่น
-โดยไม่ได้รับความยินยอม /โดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น
-ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด/ประชาชน
หลัก
·       “เอกสาร”  ตามปอ.  ม. 1(7)  : กระดาษ/วัตถุอื่นใดซึ่งทำให้ปรากฏความหมายด้วยอักษร  ตัวเลย ผัง /แผนแบบอย่างอื่น  จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ถ่ายภาพ /วิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานความหมายนั้น ดังนั้น เอกสารจะมีขึ้นในรูปใด ๆ ก็ได้ การปลอมเอกสารจึงไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน

·       อาจเป็นการปลอมจากเอกสารที่แท้จริง /อาจเป็นการปลอมโดยการนำเอาเอกสารที่แท้จริงไปถ่ายสำเนาแล้วปลอมจากสำเนาเอกสารนั้นก็ได้

·       การประทับตราปลอม/ลงลายมือชื่อปลอม  อาจกระทำลงในเอกสารปลอม/ในเอกสารที่แท้จริงก็ได้

·       กรณีที่ผู้กระทำมีอำนาจออกเอกสาร/มีอำนาจจัดการทำเอกสารนั้นขึ้นมาในนามของตนเอง แม้ข้อความในเอกสารดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง ก็เป็นเพียงการทำเอกสารเท็จเท่านั้น มิใช่เป็นการปลอมเอกสาร

·       ข้อความที่ว่า “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน”  ตาม ปอ.มาตรา 264  นั้น ไม่ใช่การกระทำโดยแท้และไม่ใช่เจตนาพิเศษ จึงไม่เกี่ยวกับเจตนา  แต่เป็นพฤติการณ์ที่ประกอบการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายได้  แม้จะไม่เกิดความเสียหายขึ้นจริงก็เป็นองค์ประกอบความผิดที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลย     ส่วนคำว่า “ผู้หนึ่งผู้ใด” ในข้อความที่ว่า  “ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง”  นั้น แสดงว่านอกจากเป็นการกระทำโดยเจตนาแล้วยังต้องมีเจตนาพิเศษในการกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงด้วย โดยมิได้เจาะจงผู้ที่ถูกกระทำให้หลงเชื่อไว้โดยเฉพาะว่าจะต้องเป็นผู้ใด

 

  มาตรา  265  ปลอมเอกสารราชการ
อปก.
-ปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ
หลัก
·       เอกสารสิทธิ  :  เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ  เปลี่ยนแปลง  โอน  สงวน/ระงับซึ่งสิทธิ:โฉนดที่ดิน

·       เอกสารราชการ  :  เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้น/รับรองในหน้าที่ +ให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย + :  เอกสารของราชการไทยเท่านั้น
 

   มาตรา 266  ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ +เอกสารอื่น ๆ
อปก.
-ปลอมเอกสาร...
-เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ, พินัยกรรม, ใบหุ้น ใบหุ้นกู้/ใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้, ตั๋วเงิน / บัตรเงินฝาก
หลัก
·       กรณีจะเป็นความผิดตามม.266  นั้นจะต้องมีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามม.264 มาแล้ว+เอกสารที่ปลอมนั้นเป็นเอกสารดังที่ระบุไว้ในมาตรา 266(1)-(5)

 

  มาตรา  267  แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ
อปก.
- แจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จ
-ลงในเอกสารมหาชน/เอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
หลัก
·       เอกสารที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จลงไปนั้นจะต้องเป็นเอกสารมหาชน/เอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน:โฉนดที่ดิน

·       การแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ  ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะจดเอง/ใช้ให้คนอื่นจด ผู้แจ้งก็มีความผิด

 

  มาตรา  268  ใช้เอกสารปลอม
อปก.
-ใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 /มาตรา 267
-ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
-ถ้าผู้กระทำความผิดตาม ว.แรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น/เป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง ให้ลงโทษตามม.นี้แต่กระทงเดียว
หลัก
·       ผิดฐานใช้เอกสารปลอมต่อเมื่อได้รู้ข้อเท็จจริงว่าเอกสารนั้นปลอม เมื่อผู้กระทำมิได้รู้ว่าเอกสารดังกล่าวปลอมการใช้เอกสารนั้นย่อมขาดเจตนาในการกระทำผิด จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม

·              ผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา  ม. 268  ว.แรก  เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชนตามเนื้อความของเอกสารสิทธิปลอมแต่ละฉบับนั้น การนำเอกสารสิทธิหลายฉบับไปใช้ก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนเอกสารสิทธิ ที่นำไปใช้ได้ แม้จะนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในคราวเดียวกันก็ตาม

 

 มาตรา  269/1  ปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์
อปก.
-ทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมขึ้นทั้งฉบับ/แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ/แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริง
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
-ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริง/เพื่อใช้ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด
หลัก
·       บัตรอิเล็กทรอนิกส์  : o   (ก)  เอกสาร/วัตถุอื่นใดไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้  ซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า /วิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน +การประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง/วิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร /สัญลักษณะอื่นใดทั้งที่สามารถมองเห็น+มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
o   (ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องมือทางตัวเลขใด ๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้โดยมิได้มีการออกเอกสาร/วัตถุอื่นใดให้ แต่มีวิธีการใช้ในทำนองเดียวกับ(ก) /
o   (ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ

·       ต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริง

 

   มาตรา   269/5  ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
อปก.
-ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
-ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
หลัก
·       ความผิดตามม.นี้  เป็นเรื่องการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงซึ่งเป็นของผู้อื่นโดยมิชอบ  มิใช่การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม

 

 มาตรา   269/8  ปลอมหนังสือเดินทาง 
อปก.
-ทำหนังสือเดินทางปลอมขึ้นทั้งฉบับ/แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ/แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในหนังสือเดินทางที่แท้จริง/ประทับตราปลอม/ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารหนังสือเดินทาง
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
-ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือเดินทางที่แท้จริง
หลัก
·       หนังสือเดินทาง  : เอกสารสำคัญประจำตัวไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่รัฐบาลไทย  รัฐบาลต่างประเทศ  /องค์การระหว่างประเทศออกให้แก่บุคคลใด  เพื่อใช้แสดงตนในการเดินทางระหว่างประเทศ +เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง+แบบหนังสือเดินทางที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเกี่ยวกับผู้ถือหนังสือเดินทางด้วย

·     ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเองทั้งฉบับ เติม  / ตัดทอนข้อความ/แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในหนังสือเดินทางที่แท้จริงหากได้กระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชนก็ผิดม.นี้

 

มาตรา 269/9  ใช้/มีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม
อปก.
-ใช้/มีไว้เพื่อใช้ซึ่งหส.เดินทางปลอมตามม. 269/8
-จำหน่าย/มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งหส.เดินทางปลอมตามม. 269/8
-การมีหส.เดินทางปลอมตามม. 269/8ตั้งแต่ 2 ฉ.ขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย
-ถ้าผู้กระทำความผิดตาม ว.1+2เป็นผู้ปลอมหส.เดินทางตามม. 269/8ให้ลงโทษตามม.นี้แต่กระทงเดียว

   มาตรา  276  ข่มขืนกระทำชำเรา
อปก.
-ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น
-โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้/โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น
ว.2-กระทำชำเราตามว.1 : การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำต่ออวัยวะเพศ ทวารหนัก/ช่องปรากของผู้อื่น /การใช้สิ่งอื่นใดกระทำต่ออวัยวะเพศ/ทวารหนักของผู้อื่น
ว.3-ถ้าการกระทำความผิดตามว.แรก ได้กระทำโดยมี/ใช้อาวุธปืน/วัตถุระเบิด /โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง /กระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน
หลัก
·       ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งคำว่าผู้อื่นจึง: กระทำต่อชาย/หญิงก็ได้

·       กระทำชำเรา : การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำต่ออวัยวะเพศ ทวารหนัก/ช่องปรากของผู้อื่น/การใช้สิ่งอื่นใดกระทำต่ออวัยวะเพศ/ทวารหนักของผู้อื่น

·       การกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ปอ.ม. 276 ว.3  จะต้องมีการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา  ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยมีลักษณะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

·       การข่มขืนกระทำชำเรากระทำโดยการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่สมารถขัดขืนได้/ทำให้เข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น

·     การข่มขืนกระทำชำเรากระทำโดยใช้อาวุธเป็นหรือวัตถุระเบิดต้องรับโทษหนักขึ้นตามปอ.ม. 276 ว.3  แต่สิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด 6 มม. มิใช่อาวุธเป็นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ  การใช้วัตถุดังกล่าวในการขู่เข็ญข่มขืนกระทำชำเราจึงไม่เป็นความผิดตามม. 276 ว.3

 

 มาตรา 277  กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
อปก.
-กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยา/สามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
-ว.2-กระทำชำเราตามว.1 : การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำต่ออวัยวะเพศ ทวารหนัก/ช่องปรากของผู้อื่น /การใช้สิ่งอื่นใดกระทำต่ออวัยวะเพศ/ทวารหนักของผู้อื่น
ว.3-ถ้าการกระทำความผิดตามว.1 เป็นการกระทำกับเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี
ว.4-ถ้าการกระทำความผิดตามว.1/ว.3 ได้กระทำโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง /กระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกัน+เด็กนั้นไม่ยินยอม /ได้กระทำโดยมีอาวุธปืน/วัตถุระเบิด/โดยใช้อาวุธ
หลัก
·       ปอ. ม. 277 ว.แรก  บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอม ก็มิได้หมายความว่าเด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย

·       ม.277 ว.ท้ายที่บัญญัติให้การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้นจะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี  แต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม+ภายหลังศาลอนุญาตให้ชายเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่หากเป็นกรณีที่การกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง +เด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม  ย่อมไม่ต้องด้วยม.277  ว.ท้าย ดังนั้นผู้กระทำผิดจึงไม่รับยกเว้นโทษ

·       ม.277ว.ท้าย กรณีที่จะต้องให้ศาลอนุญาตให้สมรสกันนั้น : ชาย /หญิงมีอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ จะสมรสกันจึงจะต้องขออนุญาตต่อศาลตาม ปพพ.ม. 1448  แต่จำเลยและผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ได้จดทะเบียนสมรสกันในเวลาต่อมาย่อมเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วโดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาล  จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ ตามปอ.  ม.277ว.ท้าย
 

  มาตรา  278  อนาจาร
อปก.
-กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
-โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ /โดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น
หลัก
·       การกระทำอนาจาร  คือ  การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ  เพียงแต่กอดจูบลูกคลำ  แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็เป็นการอนาจารแล้ว เช่น กอดปล้ำ ,  จับหน้าออก , ดึงกางเกงหลุดออก ,ใช้มือลูกคลำที่อวัยวะเพศ
 

  มาตรา  283  เป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจาร โดยหลอกลวงขู่เข็ญ
อปก.
-เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป/พาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชาย/หญิง
-โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด
-ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุยังเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี
-ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสอง เป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
-ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น  รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือชักพาไปตามวรรคแรก วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว 
หลัก
·       มาตรา 283  เอาผิดกับผู้กระทำการเป็นธุระ  จัดหา  ล่อไป /พาไป  โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น /เพื่อการอนาจาร โดยใช้วิธีการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย  ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม

·       ผู้กระทำผิดจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ ผู้ที่ถูกพาไปต้องไม่ยินยอม  ถ้ายินยอมเข้าม.282
 

  มาตรา  284  พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร
อปก.
-พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร
-โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม /ใช้วิธีข่มขืนด้วยประการอื่นใด
-ซ่อนเร้นบุคคลซึ่งเป็นผู้ถูกพาไปตามว.แรก
-ความผิดตามม.นี้ เป็นความผิดอันยอมความได้
หลัก
·       เป็นความผิดสำเร็จเมื่อได้นำพาไป  แม้การพาไปแล้วจะยังไม่การกระทำอนาจารก็ตาม

·       เป็นการกระทำโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ  ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม /ข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด

·       เป็นความผิดอันยอมความได้ดังนั้นหากมีการถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง  ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ปวิอ. มาตรา 39(2)
 

  มาตรา  285  เหตุฉกรรจ์ของความผิดเกี่ยวกับเพศ
อปก.
-ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 276 มาตรา 277มาตรา 277 ทวิ มาตรา 277 ตรี มาตรา 278 มาตรา 279 มาตรา 280มาตรา 282 /มาตรา 283
-เป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ /ผู้อยู่ในความปกครองในความพิทักษ์/ในความอนุบาล ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักขึ้น
หลัก
·       ม.  285  เป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้น  ดังนั้น  ผู้กระทำจึงต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าได้กระทำผิดต่อผู้สืบสันดาน/ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล/ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ/ผู้อยู่ในความปกครอง/ผู้อยู่ในความอนุบาล

·       “ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล”    มิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครู/อาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้นแต่ครู/อาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์+กระทำความผิดต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย

·       ผู้เสียหายมิใช้ผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของจำเลย + คำว่า “ผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง”  ตาม ปอ.มาตรา 285 : ความปกครองตามที่บัญญัติไว้ใน ปพพ. มิใช่ตามพฤตินัย  การที่จำเลยและภริยารับผู้เสียหายมาอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษา ผู้เสียหายมิได้อยู่ในในความปกครองของจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว  การที่จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกเลี้ยง จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้อยู่ในความปกครองตาม ปอ. ม.285

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น