มาตรา 175 ฟ้องเท็จ
อปก.-เอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา
-หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง
หลัก
· ต้องเป็นการฟ้องเท็จในคดีอาญาเท่านั้น
ส่วนการฟ้องเท็จในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด
· ความผิดฐานฟ้องเท็จย่อมเกิดขึ้นทันทีที่ฟ้องคดี
ไม่ต้องรอให้คดีนั้นถึงที่สุด /ต้องฟังว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายหรือไม่ก่อน
· เมื่อมีการยื่นฟ้องผู้อื่นต่อศาลอันเป็นความเท็จ
ย่อมเป็นความผิดสำเร็จทันที แม้ต่อมาศาลจะยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
+ผู้ที่ถูกฟ้องยังไม่ได้อยู่ในฐานะจำเลยก็ตาม
· ม.นี้
บัญญัติเพียงว่าเอาความอันเป็นเท็จฟ้องกล่าวหาเขาในทางอาญาเท่านั้นก็เป็นความผิดมิได้บัญญัติว่าเป็นความเท็จที่จะทำให้มีความผิดทางอาญา ทั้งนี้
ก็เพื่อหวังจะป้องกันมิให้แกล้งกล่าวหากันในทางอาญาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
-->เมื่อจำเลยแกล้งฟ้องโดยรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเป็นความเท็จจึงย่อมมีความผิดตามมาตรานี้
· นอกจากผู้กระทำจะต้องเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่าได้กระทำความผิดอาญาแล้ว
ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาตามมาตรา 59 โดยต้องรู้ว่าความที่นำมาฟ้องนั้นเป็นเท็จ
มาตรา 177 เบิกความเท็จ
อปก.-เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี
-ถ้าความผิดดังกล่าวใน ว.แรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา
หลัก
· ความเท็จที่เบิกความต้องเป็นข้อสำคัญในคดี-->เป็นข้อความในประเด็นหรือที่เกี่ยวแก่ประเด็นอันอาจจะทำให้คู่ความถึงแพ้ชนะกันในประเด็นนั้น
· องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ
ต้องเป็นการเบิกความเท็จในกระบวนพิจารณาที่กระทำโดยศาลในคดีที่ต้องฟังคำพยานเพื่อวินิจฉัยประเด็นตามอำนาจหน้าที่
+การเบิกความ หมายความถึงการกระทำของพยานบุคคล
มิได้หมายความถึงคำแถลงหรือคำให้การในฐานคู่ความ/ของผู้อื่นที่ไม่ได้กระทำในฐานะพยาน
· การฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเบิกความเท็จ
ไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาคดีที่จำเลยเบิกความเท็จเสียก่อนเพราะความผิดเกิดตั้งแต่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลในคดีนั้นแล้ว
· การเบิกความอันมีลักษณะเห็นการแสดงความคิดเห็นตามข้อเท็จจริง
มิได้มีการยืนยันข้อเท็จจริง
-->ถือไม่ได้ว่าเป็นการเบิกความเท็จ
· แม้จะเป็นจำเลยในคดีอาญา
แต่หากได้เข้าเบิกความในคดีในฐานะพยานซึ่งเป็นอีกฐานะหนึ่งต่างหากจากการเป็นตัวจำเลย+ได้เบิกความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นข้อสำคัญ
ในคดีก็มีความผิดตาม ม.นี้ได้
· การเบิกความเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดี มิใช่เรื่องแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน
เพราะศาลทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานในยุติธรรมในการพิจารณาคดี
ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะตาม ม. 177
มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานทั่วไป จึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ
มาตรา
180 นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ
อปก.-นำสืบ/แสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น
-ถ้าความผิดดังกล่าวใน ว.แรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา
หลัก
· ผู้ที่จะนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีของศาลก็คือโจทก์+จำเลยเท่านั้น
การเบิกความต่อศาลในฐานะเป็นพยานโจทก์จึงไม่อาจมีความผิดตามม.นี้
· จะเป็นความผิดตาม ม. 180
พยานหลักฐานที่นำสืบหรือแสดงนั้นจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดี
-->ต้องมีผลทำให้มีการแพ้ชนะกันในคดีโดยการที่ได้นำสืบ/แสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีนั้น
มาตรา
184 ช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ
อปก.-เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ /ให้รับโทษน้อยลง
-ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย/ทำให้สูญหาย/ไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด
หลัก
· ต้องกระทำโดยมีเจตนาพิเศษ คือ
“เพื่อจะช่วยผู้อื่น” มิให้ต้องรับโทษ/ให้รับโทษน้อยลง หากเป็นการกระทำเพื่อช่วยผู้กระทำผิดเสียเอง ย่อมไม่เป็นความผิดตาม ม.184 แม้ผู้อื่นจะได้รับผลจากการกระทำด้วยก็ตาม
· พยานหลักฐานตาม ม.184
มิได้หมายความเฉพาะพยานวัตถุ/พยานเอกสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพยานบุคคลซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ด้วย
เช่น เอาพยานบุคคลไปขังไว้ไม่ให้มาเบิกความ
มาตรา
188 เอาไปเสียซึ่งพินัยกรรม/เอกสาร
อปก.-ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย /ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์
-ซึ่งพินัยกรรม/เอกสารใดของผู้อื่น
-ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
หลัก
· ความผิด ม.นี้ กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานในทำนองเดียวกันกับพินัยกรรมเป็นสำคัญ มิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ/สิทธิในการเป็นเจ้าของกระดาษหรือวัตถุที่ทำให้
ปรากฏความหมายเป็นเอกสารซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์
ไว้เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว
คำว่า “เอาไปเสีย” ตาม ม.188 จึงมิได้มีความเป็นอย่างเดียวกับคำว่า
“เอาไปเสีย” ที่ใช้ในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ม. 334
แต่หมายถึงเอาไปจากที่เอกสารนั้นอยู่ในประการที่น่าจะเกิดจากความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชนที่อาจขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน
· การทำลายเอกสารไม่จำเป็นต้องทำลายจนถึงขนาดใช้การไม่ได้
มาตรา
189 ช่วยผู้กระทำผิด/ผู้ต้องหาเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษ
อปก.-ช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด/เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ
-เพื่อไม่ให้ต้องโทษ
-โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม
หลัก
· ความผิดตามม.นี้ เจ้าพนักงานผู้ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดหาจำต้องแจ้งแก่ผู้ให้ที่พำนักซ่อนเร้นทราบว่าผู้กระทำความผิด/ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดได้กระทำความผิดฐานใดไม่ เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าบุคคลที่ตนให้ที่พำนักซ่อนเร้น
เป็นผู้กระทำผิดก็พอแล้ว
ส่วนจะเป็นความผิดฐานใดนั้น
เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องและนำสืบ
มาตรา
199 ยักย้ายทำลายศพ
อปก.-ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพ
-เพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย
หลัก
·
ต้องเป็นการกระทำต่อศพหรือส่วนของศพ
เช่น กระดูก ชิ้นเนื้อของศพ
· ผู้กระทำต้องมีการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษคือเพื่อปิดบังการเกิด การตาย
หรือเหตุแห่งการตาย
อปก.
-เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ พงส./เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา/จัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา
-กระทำการ/ไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ
-เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง
หลัก
· ความผิดตามม.นี้ จะต้องมีความมุ่งหมายเพื่อช่วยบุคคลอื่น จึงจะเป็นความผิดตามมาตรา นี้
หากเพื่อช่วยเหลือตัวผู้กระทำผิดเอง+เกิดเสียหายแต่ผู้อื่น ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 157
อปก.
-สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ +ความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผิดฐานเป็นซ่องโจร
-ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิต /จำคุกอย่างสูงตั้งแต่10 ปีขึ้นไป
หลัก
· จะต้องมีการสมคบกันตั้งแต่
5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้
การสมคบกันจะต้องมีการแสดงออกซึ่งความตกลงในการที่จะกระทำผิดร่วมกัน มิใช่เพียงแต่มาประชุมหารือกันโดยมิได้ตกลงอะไรกันเลย/ตกลงกันไม่ได้
มาตรา
213 สมาชิกอั้งยี่/ซ่องโจรกระทำความผิดตามความมุ่งหมาย
อปก.-ถ้าสมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรคนหนึ่งคนใดได้กระทำความผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่/ซ่องโจรนั้น
-สมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรที่อยู่ด้วยในขณะกระทำความผิด /อยู่ด้วยในที่ประชุมแต่ไม่ได้คัดค้านในการตกลงให้กระทำความผิดนั้น +บรรดาหัวหน้า ผู้จัดการ /ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่/ซ่องโจรนั้นต้องรับโทษทุกคน
หลัก
· ความผิดตาม ม.
213 เป็นบทบัญญัติให้บุคคลต้องรับโทษในการกระทำความผิดของบุคคลอื่นด้วย
แม้บุคคลนั้นจะมิได้ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวด้วยก็ตาม
· สมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรจะต้องรับผิดในการกระทำของสมาชิก/พรรคพวกก็เฉพาะแต่ความผิดที่ได้กระทำตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจรเท่านั้น
หากเป็นการกระทำความผิดเป็นการเฉพาะตัว
-->สมาชิกอั้งยี่/พรรคพวกซ่องโจรคนอื่นย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย
มาตรา
215 มั่วสุม
อปก.-มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
-ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย/กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
-ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ
-ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า/เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น
หลัก
· ม. 215
ผู้มั่วสุมไม่จำต้องมีเจตนากระทำผิดในรายละเอียดอย่างเดียวกัน เพียงแต่เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย/กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองก็เป็นความผิดแล้ว
+ผู้ที่มามั่วสุมก็ไม่จำต้องรู้จัก/มีการนัดหมายวางแผนกันมาก่อน
มาตรา
216 ไม่ยอมเลิกมั่วสุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน
อปก.-เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุม เพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป แล้วไม่เลิก
หลัก
· ม. 216 ผู้มั่วสุมต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามม.
215
โดยการมั่วสุมยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำการอันเป็นความผิดตามม. 215 แต่หากต่อมาผู้นั้นกระทำการดังที่ม.215
บัญญัติไว้ต่อไปก็จะมีความผิดทั้งตามม.215 และม. 216 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
อปก.
-วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น
หลัก
· การกระทำที่จะเป็นความผิดสำเร็จฐานวางเพลิงเผาทรัพย์นั้นไม่ได้หมายความเพียงว่า
เอาเพลิงไปวางเท่านั้น หากต้องเป็นการเผาทำให้เกิดเพลิงไหม้ทรัพย์นั้นติดไฟขึ้นด้วย
·
ม.นี้ไม่มีข้อความว่า “หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย” จะตีความคำว่า
“ทรัพย์ของผู้อื่น" ให้รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยย่อมมิได้
เพราะการตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด
มาตรา 218 เหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานวางเพลงเผาทรัพย์
อปก.-วางเพลิงเผาทรัพย์...
-โรงเรือน เรือ /แพที่คนอยู่อาศัย, /เป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า, โรงมหรสพ/สถานที่ประชุม, โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน/เป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา, สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน /ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ, เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป อากาศยาน//รถไฟที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ
หลัก
· การวางเพลงเผาทรัพย์ที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมกับจำเลยไม่เป็นความผิด ตามม.218
เพราะความผิดตามม.นี้
เป็นบทฉกรรจ์ของม. 217 ดังนั้น
ถ้าการกระทำมิได้เป็นความผิด ตามม. 217
แล้วแม้กระทำต่อทรัพย์ตามม. 218 ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิด
อปก.
-ทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา
-ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตร/สิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้/ให้อำนาจให้ออกใช้/ทำปลอมขึ้นซึ่งพันธบัตรรัฐบาล/ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ๆ
หลัก
· การทำปลอมขึ้น :
การทำขึ้นโดยตั้งใจทำให้เหมือนกับของจริง
· การกระทำความผิดฐานปลอมเงินตรา
ต้องเป็นการกระทำการปลอมเงินตราที่มีอยู่จริง+มีการออกใช้อยู่ในขณะที่กระทำผิดด้วย
· ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ -->
กระทำการปลอมเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์
ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด
ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้
อปก.
-แปลงเงินตรา
-ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตร/สิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้/ให้อำนาจให้ออกใช้ /แปลงพันธบัตรรัฐบาล/ใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นให้ผิดไปจากเดิม
-เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง
หลัก
· ต้องเป็นการกระทำจากเงินตราที่แท้จริงซึ่งรัฐบาลออกใช้/ให้อำนาจให้ออกใช้
โดยมิใช่เป็นการทำปลอมขึ้นใหม่
+ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ คือ
เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง
ส่วนมูลค่าของเงินตราที่แปลงนั้นไม่จำต้องมีเงินตราจริง ๆ ออกใช้ก็ได้
· การแปลง
คือการเอาของจริงดัดแปลงให้ผิดไปจากเดิมซึ่งการแปลงต้องเป็นการกระทำต่อเงินตราที่แท้จริง+เป็นการแปลงมูลค่าของเงินตราด้วย
· เมื่อได้กระทำการแปลงเงินตราแล้วเป็นความผิดสำเร็จทันทีโดยไม่จำต้องนำออกใช้หรือมีผู้อื่นเชื่อว่าเงินดังกล่าวมีมูลค่าสูงกว่าจริง
มาตรา 244 มีไว้เพื่อนำออกใช้เงินตราปลอมหรือแปลง
อปก.-มีไว้เพื่อนำออกใช้
-ซึ่งสิ่งใด ๆ อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมตามมาตรา 240 หรือของแปลงตามมาตรา 241
หลัก
· ความผิดตามม.นี้
เอาผิดกับผู้ที่มีไว้ยึดถือ/ครอบครองซึ่งสิ่งใด ๆ
ซึ่งได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม/แปลง
· ต้องมีเจตนาพิเศษ คือ มีไว้เพื่อนำออกใช้
อปก.
-ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ/แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ /แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง/ประทับตราปลอม /ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น /ประชาชน
-ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง
ว.2-กรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษ/วัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่น
-โดยไม่ได้รับความยินยอม /โดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น
-ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด/ประชาชน
หลัก
· “เอกสาร” ตามปอ. ม. 1(7)
:
กระดาษ/วัตถุอื่นใดซึ่งทำให้ปรากฏความหมายด้วยอักษร ตัวเลย ผัง /แผนแบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ถ่ายภาพ /วิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานความหมายนั้น
ดังนั้น เอกสารจะมีขึ้นในรูปใด ๆ ก็ได้
การปลอมเอกสารจึงไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน
·
อาจเป็นการปลอมจากเอกสารที่แท้จริง /อาจเป็นการปลอมโดยการนำเอาเอกสารที่แท้จริงไปถ่ายสำเนาแล้วปลอมจากสำเนาเอกสารนั้นก็ได้
· การประทับตราปลอม/ลงลายมือชื่อปลอม
อาจกระทำลงในเอกสารปลอม/ในเอกสารที่แท้จริงก็ได้
· กรณีที่ผู้กระทำมีอำนาจออกเอกสาร/มีอำนาจจัดการทำเอกสารนั้นขึ้นมาในนามของตนเอง
แม้ข้อความในเอกสารดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง
ก็เป็นเพียงการทำเอกสารเท็จเท่านั้น มิใช่เป็นการปลอมเอกสาร
· ข้อความที่ว่า
“โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน” ตาม ปอ.มาตรา 264 นั้น ไม่ใช่การกระทำโดยแท้และไม่ใช่เจตนาพิเศษ
จึงไม่เกี่ยวกับเจตนา
แต่เป็นพฤติการณ์ที่ประกอบการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายได้ แม้จะไม่เกิดความเสียหายขึ้นจริงก็เป็นองค์ประกอบความผิดที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลย
ส่วนคำว่า “ผู้หนึ่งผู้ใด” ในข้อความที่ว่า
“ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง” นั้น
แสดงว่านอกจากเป็นการกระทำโดยเจตนาแล้วยังต้องมีเจตนาพิเศษในการกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงด้วย
โดยมิได้เจาะจงผู้ที่ถูกกระทำให้หลงเชื่อไว้โดยเฉพาะว่าจะต้องเป็นผู้ใด
มาตรา
265 ปลอมเอกสารราชการ
อปก.-ปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ
หลัก
· เอกสารสิทธิ :
เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ
เปลี่ยนแปลง โอน สงวน/ระงับซึ่งสิทธิ:โฉนดที่ดิน
· เอกสารราชการ :
เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้น/รับรองในหน้าที่ +ให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น
ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย + : เอกสารของราชการไทยเท่านั้น
มาตรา 266 ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ +เอกสารอื่น ๆ
อปก.-ปลอมเอกสาร...
-เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ, พินัยกรรม, ใบหุ้น ใบหุ้นกู้/ใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้, ตั๋วเงิน / บัตรเงินฝาก
หลัก
· กรณีจะเป็นความผิดตามม.266
นั้นจะต้องมีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามม.264 มาแล้ว+เอกสารที่ปลอมนั้นเป็นเอกสารดังที่ระบุไว้ในมาตรา 266(1)-(5)
มาตรา 267 แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ
อปก.- แจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จ
-ลงในเอกสารมหาชน/เอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
หลัก
· เอกสารที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จลงไปนั้นจะต้องเป็นเอกสารมหาชน/เอกสารราชการ
ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน:โฉนดที่ดิน
· การแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะจดเอง/ใช้ให้คนอื่นจด
ผู้แจ้งก็มีความผิด
มาตรา
268 ใช้เอกสารปลอม
อปก.-ใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 /มาตรา 267
-ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
-ถ้าผู้กระทำความผิดตาม ว.แรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น/เป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง ให้ลงโทษตามม.นี้แต่กระทงเดียว
หลัก
· ผิดฐานใช้เอกสารปลอมต่อเมื่อได้รู้ข้อเท็จจริงว่าเอกสารนั้นปลอม
เมื่อผู้กระทำมิได้รู้ว่าเอกสารดังกล่าวปลอมการใช้เอกสารนั้นย่อมขาดเจตนาในการกระทำผิด
จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม
· ผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 268
ว.แรก เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชนตามเนื้อความของเอกสารสิทธิปลอมแต่ละฉบับนั้น
การนำเอกสารสิทธิหลายฉบับไปใช้ก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนเอกสารสิทธิ
ที่นำไปใช้ได้ แม้จะนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในคราวเดียวกันก็ตาม
มาตรา
269/1 ปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์
อปก.-ทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมขึ้นทั้งฉบับ/แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ/แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริง
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
-ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริง/เพื่อใช้ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด
หลัก
· บัตรอิเล็กทรอนิกส์
: o
(ก)
เอกสาร/วัตถุอื่นใดไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ ซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม
โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า /วิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน +การประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง/วิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร
ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร
/สัญลักษณะอื่นใดทั้งที่สามารถมองเห็น+มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
o
(ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี
หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องมือทางตัวเลขใด ๆ
ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้โดยมิได้มีการออกเอกสาร/วัตถุอื่นใดให้
แต่มีวิธีการใช้ในทำนองเดียวกับ(ก) /
o
(ค)
สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ
· ต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริง
มาตรา
269/5 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
อปก.-ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
-ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
หลัก
· ความผิดตามม.นี้ เป็นเรื่องการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงซึ่งเป็นของผู้อื่นโดยมิชอบ มิใช่การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม
มาตรา
269/8 ปลอมหนังสือเดินทาง
อปก.-ทำหนังสือเดินทางปลอมขึ้นทั้งฉบับ/แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ/แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในหนังสือเดินทางที่แท้จริง/ประทับตราปลอม/ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารหนังสือเดินทาง
-โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชน
-ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือเดินทางที่แท้จริง
หลัก
· หนังสือเดินทาง :
เอกสารสำคัญประจำตัวไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่รัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ /องค์การระหว่างประเทศออกให้แก่บุคคลใด เพื่อใช้แสดงตนในการเดินทางระหว่างประเทศ
+เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง+แบบหนังสือเดินทางที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเกี่ยวกับผู้ถือหนังสือเดินทางด้วย
· ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเองทั้งฉบับ เติม / ตัดทอนข้อความ/แก้ไขด้วยประการใด ๆ ในหนังสือเดินทางที่แท้จริงหากได้กระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น/ประชาชนก็ผิดม.นี้
มาตรา 269/9 ใช้/มีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม
อปก.-ใช้/มีไว้เพื่อใช้ซึ่งหส.เดินทางปลอมตามม. 269/8
-จำหน่าย/มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งหส.เดินทางปลอมตามม. 269/8
-การมีหส.เดินทางปลอมตามม. 269/8ตั้งแต่ 2 ฉ.ขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย
-ถ้าผู้กระทำความผิดตาม ว.1+2เป็นผู้ปลอมหส.เดินทางตามม. 269/8ให้ลงโทษตามม.นี้แต่กระทงเดียว
มาตรา
276 ข่มขืนกระทำชำเรา
อปก.-ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น
-โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้/โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น
ว.2-กระทำชำเราตามว.1 : การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำต่ออวัยวะเพศ ทวารหนัก/ช่องปรากของผู้อื่น /การใช้สิ่งอื่นใดกระทำต่ออวัยวะเพศ/ทวารหนักของผู้อื่น
ว.3-ถ้าการกระทำความผิดตามว.แรก ได้กระทำโดยมี/ใช้อาวุธปืน/วัตถุระเบิด /โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง /กระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน
หลัก
· ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งคำว่าผู้อื่นจึง:
กระทำต่อชาย/หญิงก็ได้
· กระทำชำเรา
: การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำต่ออวัยวะเพศ ทวารหนัก/ช่องปรากของผู้อื่น/การใช้สิ่งอื่นใดกระทำต่ออวัยวะเพศ/ทวารหนักของผู้อื่น
· การกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม
ปอ.ม. 276 ว.3
จะต้องมีการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา
ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยมีลักษณะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน
· การข่มขืนกระทำชำเรากระทำโดยการขู่เข็ญด้วยประการใด
ๆ ใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่สมารถขัดขืนได้/ทำให้เข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น
· การข่มขืนกระทำชำเรากระทำโดยใช้อาวุธเป็นหรือวัตถุระเบิดต้องรับโทษหนักขึ้นตามปอ.ม. 276 ว.3
แต่สิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด 6 มม.
มิใช่อาวุธเป็นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ
การใช้วัตถุดังกล่าวในการขู่เข็ญข่มขืนกระทำชำเราจึงไม่เป็นความผิดตามม. 276 ว.3
มาตรา 277 กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
อปก.-กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยา/สามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
-ว.2-กระทำชำเราตามว.1 : การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำต่ออวัยวะเพศ ทวารหนัก/ช่องปรากของผู้อื่น /การใช้สิ่งอื่นใดกระทำต่ออวัยวะเพศ/ทวารหนักของผู้อื่น
ว.3-ถ้าการกระทำความผิดตามว.1 เป็นการกระทำกับเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี
ว.4-ถ้าการกระทำความผิดตามว.1/ว.3 ได้กระทำโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง /กระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกัน+เด็กนั้นไม่ยินยอม /ได้กระทำโดยมีอาวุธปืน/วัตถุระเบิด/โดยใช้อาวุธ
หลัก
· ปอ. ม.
277 ว.แรก
บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี
ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอม ก็มิได้หมายความว่าเด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย
· ม.277
ว.ท้ายที่บัญญัติให้การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้นจะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี
แต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม+ภายหลังศาลอนุญาตให้ชายเด็กหญิงนั้นสมรสกัน
แต่หากเป็นกรณีที่การกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง
+เด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม
ย่อมไม่ต้องด้วยม.277
ว.ท้าย ดังนั้นผู้กระทำผิดจึงไม่รับยกเว้นโทษ
· ม.277ว.ท้าย กรณีที่จะต้องให้ศาลอนุญาตให้สมรสกันนั้น : ชาย
/หญิงมีอายุยังไม่ครบ
17 ปีบริบูรณ์ จะสมรสกันจึงจะต้องขออนุญาตต่อศาลตาม ปพพ.ม. 1448
แต่จำเลยและผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ได้จดทะเบียนสมรสกันในเวลาต่อมาย่อมเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วโดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาล จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ ตามปอ. ม.277ว.ท้าย
มาตรา
278 อนาจาร
อปก.-กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
-โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ /โดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น
หลัก
· การกระทำอนาจาร คือ
การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ เพียงแต่กอดจูบลูกคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็เป็นการอนาจารแล้ว
เช่น กอดปล้ำ , จับหน้าออก
, ดึงกางเกงหลุดออก ,ใช้มือลูกคลำที่อวัยวะเพศ
มาตรา
283 เป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจาร โดยหลอกลวงขู่เข็ญ
อปก.-เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป/พาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชาย/หญิง
-โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด
-ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุยังเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี
-ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสอง เป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
-ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือชักพาไปตามวรรคแรก วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว
หลัก
· มาตรา 283 เอาผิดกับผู้กระทำการเป็นธุระ จัดหา
ล่อไป /พาไป โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น
/เพื่อการอนาจาร โดยใช้วิธีการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม
· ผู้กระทำผิดจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ ผู้ที่ถูกพาไปต้องไม่ยินยอม ถ้ายินยอมเข้าม.282
มาตรา
284 พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร
อปก.-พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร
-โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม /ใช้วิธีข่มขืนด้วยประการอื่นใด
-ซ่อนเร้นบุคคลซึ่งเป็นผู้ถูกพาไปตามว.แรก
-ความผิดตามม.นี้ เป็นความผิดอันยอมความได้
หลัก
· เป็นความผิดสำเร็จเมื่อได้นำพาไป แม้การพาไปแล้วจะยังไม่การกระทำอนาจารก็ตาม
· เป็นการกระทำโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม
/ข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด
· เป็นความผิดอันยอมความได้ดังนั้นหากมีการถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ปวิอ. มาตรา
39(2)
มาตรา
285 เหตุฉกรรจ์ของความผิดเกี่ยวกับเพศ
อปก.-ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 276 มาตรา 277มาตรา 277 ทวิ มาตรา 277 ตรี มาตรา 278 มาตรา 279 มาตรา 280มาตรา 282 /มาตรา 283
-เป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ /ผู้อยู่ในความปกครองในความพิทักษ์/ในความอนุบาล ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักขึ้น
หลัก
· ม. 285
เป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้น ดังนั้น
ผู้กระทำจึงต้องรู้ข้อเท็จจริงว่าได้กระทำผิดต่อผู้สืบสันดาน/ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล/ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ/ผู้อยู่ในความปกครอง/ผู้อยู่ในความอนุบาล
·
“ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล”
มิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครู/อาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้นแต่ครู/อาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์+กระทำความผิดต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย
· ผู้เสียหายมิใช้ผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของจำเลย
+ คำว่า “ผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง” ตาม
ปอ.มาตรา 285 :
ความปกครองตามที่บัญญัติไว้ใน ปพพ. มิใช่ตามพฤตินัย
การที่จำเลยและภริยารับผู้เสียหายมาอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษา
ผู้เสียหายมิได้อยู่ในในความปกครองของจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกเลี้ยง
จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้อยู่ในความปกครองตาม ปอ. ม.285
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น